ต้องการส่งบทความหรือไม่? CLICK HERE
จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 18:00
Sat-Sun Closed
+66 2156 9822
Mobile
119/908 หมู่ 1 ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.ไทรม้า อ.เมืองนนทบุรี นนทบุรี
Address

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

49 วิธีกินหมูกะทะ(หมูย่างเกาหลี)ให้สะใจ 

1.ไม่ควรแต่งกายเมืองหนาว 

2.เตรียมผ้าเช็ดหน้าไปด้วย 

3.เครื่องดื่ม Sponsor จะช่วยได้ในยามเสียเหงื่อ 

4.ควรเลือกที่นั่งอยู่เหนือลมป้องกันขี้เถ้าเข้าตา 

5. อย่านั่งใกล้ชั้นวางเครื่องดื่มเพราะจะทำให้คุณอาจจะเปลี่ยนจากผู้บริโภคเป็นผู้บริการทันที 

6.ไม่ควรนั่งหันหน้าเข้าข้างฝา 

7.เพราะการหันหลังคีบหมูกะทะยากมาก 

8.ดูฮวงจุ้ยดีๆ คีบถนัด เอื้อมแขนถึง 

9.ไม่ควรสั่งเนื้อมากินเพราะเป็นสัตว์ใหญ่ 

10.ไม่ควรสั่งละมั่งมากินเพราะเป็นสัตว์สงวน 

11.แยกหม้อถ้าไม่กินเนื้อ 

12.แยกหม้อถ้าไม่กินผัก 

13.แยกกันถ้ามันเรื่องมากนัก 

14.เตรียมดอกไม้ไปจากบ้านเพราะจะมีเด็กมาขายและทำให้สียเงิน 

15. อย่าเอาดอกกุหลาบที่ซื้อมากำละ20ไปจีบสาวโต๊ะข้างๆเพราะเป็นการลงทุนต่ำทั้งเงินและสติปัญญา 

16.อย่าจีบเด็กเสิร์ฟขณะยกหม้อมา 

17.ไม่ควรเปิดเพลง เจ้าตาก ของคาราบาวระหว่างการกินหมูกะทะเพลงเร็วย่างไม่ทันกิน 

18.คีบเนื้อให้มั่นคง 

19.เพราะในหม้อหมูกะทะเหมืองสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เนื้อจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย 

20. หากเนื้อคุณหายให้เอาตะเกียบไปใกล้ๆตะเกียบของเพื่อนร่วมหม้อและคีบเอาเนื้อของมันมา 

21.แล้วท่านจะได้เนื้อของท่านคืนมา 

22.ไม่ควรกินเหล้าระหว่างการกินหมูกะทะเพราะจะทำให้เมา 

23.ถ้าเมาแล้วไม่ควรพยายามขับรถกลับบ้าน 

24.หรือขับหมูกะทะกลับบ้าน หรือขับรถกลับหมูกะทะ 

25.ถ้าไม่อยากหัวเหม็น เลือกร้านที่โอเพ่นแอร์เท่านั้น 

26.ชวนหญิงดูพระจันทร์ในหม้อหมูกะทะจะโรแมนติกมาก 

27.นักมวยควรถอดฟันยางก่อนกิน 

28.หยุดทำทุกอย่างขณะยกเตามา 

29.ไม่จำเป็นต้องกินให้หมดถ้าอิ่ม เพราะไม่ใช่โออิชิ ไม่มีปรับของเหลือ 

30.ไม่ต้องปั้นหน้าอร่อยเหมือนพิธีกรรายการ อร่อยบ่ายครายเครียด 

31.แยกให้ออกระหว่างหมูกะทะทั่วไปกับหมูกะทะแซบฮัท 

32.แยกให้ออกระหว่างหมูกะทะแซบฮัท กับ เดอะหมูกะทะแซบคัมปะนี 

33.หลอกเพื่อนไม่กินเนื้อว่านี่คือหมู 

34.หลอกเพื่อนไม่กินหมูว่านี่คือผักบุ้ง 

35.หยดน้ำมันหอมระเหยลงไปในหม้อหมูกะทะจะมีกลิ่นอ่อนๆเทอราปีช่วยครายเครียด 

26.คนผมยาวรวบผมให้ดี ผมสยายลงในจานเนื้อเหม็นมาก 

37.โกนหนวดก่อนจะดี เศษจิ้มจุ่มติดหนวดดูเซ็กซี่เกินไป 

38.ไปกินหลายๆคน 

39.แล้วแย่งกันกิน 

40.ร้านที่กินต้องบุฟเฟ่เท่านั้น 

41.ร้านแถวรามก็ดีไปเลย 

42.แต่อย่าไปเลยถ้าไปกินน้อยกว่า 4คน เพราะจะไม่หนุก 

43.เอ่อ...ล้างมือก่อนกิน 

44.อ่า...กินเสร็จแล้วล้างมือ 

45.อืม...เอ่อ...ยังไงดี 

46.อ้อ...การให้ทิป ทำให้พนักงานเสิร์ฟมีกำลังใจสู้ชีวิต 

47.อ่า...จะถึง49ไหมวะเนี่ย 

48.แบบว่า...หมูกะทะ หมูกะทะ หมูกะทะถูกเผา มันจะถูกตะเกียบจ๊ากก!! มันจะถูกตะเกียบเจี๊ยก!! คีบหมูซ้าย คีบหมูขวา ร้อนจริงๆ ร้อนจริงๆ ร้อนจริงๆ <_< 

49.ไชโย 

 

*..ก่อนจบ คุณรู้หรือไม่ว่า หมูกะทะ หมุย่างเกาหลี หรือ จิ้มจุ่มนั้น! !!ทำมาจากเนื้อช้าง!!! นี่คือเรื่องจริง!! 

เพราะมีการพิสูจน์กันมานักต่อนักแล้ว!! 

ถ้าคุณไม่เชื่อ!! คุณไปพิสูจน์ด้วยตัวเองได้เลยตามร้านต่างๆ... 

ให้สังเกตุดู!! ว่าตรงเนื้อที่เค้าจัดมาให้เรานั้น มีงาติดมาด้วย!!.. 

( เอ้า งงๆ....งงเข้าไป ) 

หรือว่าจะเถียง!!!! ว่านั่น!! ไม่ใช่งา!! โอ้!!.... เนื้อช้างชัดๆ <_<

ที่มา : Banky 

เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Copyright (c) 2008 ThaiReaderClub.com , All rights reserved xhtml 1.0 wcga A

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

บทเรียนที่มีค่า

1 . บทเรียนสำคัญบทแรก - คนทำความสะอาด 

 

เมื่อครั้งที่ฉันเข้าเรียนในวิทยาลัยได้สองเดือน อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง ฉันเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน จึงตอบคำถามได้อย่างสบาย จนมาถึงคำถามสุดท้าย 

 

"สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อว่าอะไร?" 

 

ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ ฉันเคยเจอคนทำความสะอาดหลายครั้ง เธอเป็นคนตัวสูง 

ผมดำ และอายุกว่า 50 

 

แต่ฉันจะรู้ชื่อเธอได้อย่างไร? 

 

ฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย ก่อนหมดคาบเรียน นักศึกษาคนหนึ่งถามว่า 

คำถามข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมในคะแนนของผลการเรียนด้วยหรือไม่ 

 

"แน่นอน" อาจารย์ตอบ "เมื่อเธอเข้าทำงาน เธอจะต้องพบกับคนมากมาย ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอที่สมควรจะได้รับความสนใจและเอาใจใส่ 

 

แม้ว่าพวกเธอจะทำได้แค่เพียงยิ้มให้และกล่าวสวัสดีก็ตาม" 

 

ฉันไม่เคยลืมบทเรียนนั้นเลย และได้รู้ว่าชื่อของสตรีคนนั้นคือ โดโรธี 

 

2. บทเรียนสำคัญที่สอง - รับคนกลางฝน 

 

คืนหนึ่ง เวลา 23:30 น. สตรีสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวง สายอลาบามา พยายามต้านฝนที่ตกหนักอยู่ รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมาก แม้จะเปียกโชก 

 

เธอตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่ง ผ่านมา ชายหนุ่มผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง เรื่องการเหยียดผิวอย่างทศวรรษที่ 60 ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท๊กซี่ แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็ขอบคุณเขาและจดที่อยู่ของเขาไปด้วย 

 

เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขา ด้วยความประหลาดใจ โทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหนึ่งถูกนำมาส่งยังบ้านของเขาและมีข้อความแนบมาด้วย ใจความว่า: 

 

"ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืนนั้น ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น แต่ชะเอากำลังใจของฉันไปด้วย แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ ฉันจึงสามารถไปทันดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต ทันเวลาก่อนที่เขาจะสิ้นลมพอดี ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน และการช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ" ด้วยความจริงใจ นาง แนท คิง โคล 

 

3. บทเรียนสำคัญที่สาม – ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ 

 

ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า 

 

"ไอศครีมซันเดราคาเท่าใหร่ครับ?" "ห้าสิบเซ็นต์" พนักงานเสริฟสาวตอบ 

 

แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า แล้วก็นับเ หรียญในมือ "งั้น ไอศครีมเปล่า ๆ ล่ะครับราคาเท่าใหร่?" เด็กชายถามอีก 

 

ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้นและพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน "สามสิบห้าเซ็นต์" เธอตอบห้วนๆ 

 

เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง "ผมขอไอศครีมเปล่าครับ" เด็กชายบอก แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอา ไอศครีมมาให้ เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป 

 

เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้ว ก็จ่ายเงินแล้วก็จากไปเมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา เธอก็เริ่มร้องไห้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะบนโต๊ะนั้น 

 

มีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์สองเหรียญและเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่ อย่างบรรจง ข้างจานเปล่านั้น เห็นไหมว่า เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น 

 

4. บทเรียนสำคัญที่สี่ – สิ่งที่กีดขวางทางของเรา 

 

ในยุคโบราณ มีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อยู่ 

เพื่อคอยดูว่าจะมีใครมาเอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป 

 

พวกเขากล่าวตำหนิพระราชาต่างๆนานา ที่พระองค์ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา 

 

เมื่อเขาเดินมาถึงหินผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ 

 

เมื่อเขาหยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา เขาก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่ ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า 

 

ทองในถุงนั้นเป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้ ทุกๆอุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่เราจะดีขึ้นให้กับเรา 

 

5. บทเรียนสำคัญที่ห้า – ให้เมื่อมีค่า 

 

หลายปีมาแล้วเมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็นโอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ 

 

ผู้ซึ่งรอดจากโรคร้ายนี้ได้อย่างปาฏิหาริย์ จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา หมออธิบายสถานการณ์ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่า เขาต้องการจะให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่ ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า 

 

"ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้" เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่ที่เตียงข้างๆพี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู้แก้มของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป เด็กชายมองไปที่หมอและถามด้วยเสียงสั่นเครือ 

 

"ผมกำลังจะตายใช่ไหม?" ด้วยความเป็นเด็กเขาเข้าใจหมอผิดไป เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาให้แก่พี่สาวเพื่อช่วยชีวิตเธอ

 

ขอขอบคุณ โพสจัง.com

ที่มา : โพสจัง.com 

เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Copyright (c) 2008 ThaiReaderClub.com , All rights reserved xhtml 1.0 wcga A

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

เพื่อนกะแฟนมันแทนกันไม่ได้

***ข้อความนี้อาจจะมีคำหยาบขออภัยมาล่วงหน้าละกันนะ*** 

 

เพื่อนกับแฟน 

 

อาหาร 

 

เพื่อน: ข้าวราดแกง / ก๋วยเตี๋ยว ราคาไม่ เกิน 30 - กินไรแพงๆ วะ เปลืองชิบ 

 

แฟน : อะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่ ข้าว - สปาเกตตี้ เฟรนฟรายซ์ ซูชิ ชิสุ สั่งกันไป… มื้อละร้อยขึ้น 

 

 

 

สถานที่ 

 

เพื่อน: สนามกีฬา สว่าง กว้าง สนุก 

 

แฟน: โรงหนัง มืด แคบ นุ่ม...!? 

 

 

 

ข้ามถนน 

 

แฟน: ข้ามได้มั้ย ระวังนะครับ! จับมือผมไว้ 

 

เพื่อน: ………อ้าว! เชี่ยนี่… รอกูด้วย (แม่งข้ามไปนานละ) 

 

 

 

ที่บ้าน 

 

เพื่อน: มาเพื่อ ดื่ม เมา นินทาเพื่อน ด่าชาวบ้าน เฮฮาปาจิงโกะ 

 

แฟน: มาเพื่อ ………………!?! 

 

 

เวลาเดิน 

 

แฟน: แนบชิด ประหนึ่งตัวดูดแบบสุญญากาศ 

 

เพื่อน: เฮ้ย! ไปไกลๆกูหน่อยดิ ร้อนจะตายชัก!! 

 

 

 

บนรถเมล์ 

 

แฟน: นั่งก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมยืนเอง 

 

เพื่อน: เหยิบหน่อยดิวะ กูจะนั่งด้วย! 

 

 

 

บนรถเมล์(2) 

 

แฟน: 2 คนครับ (ยื่นเงินให้กระเป๋าฯ) 

 

เพื่อน: เฮ้ย มึงมีป่าววะ ออกไปก่อนดิ กูมีแบงค์พัน 

 

 

 

เงิน 

 

แฟน: มีเสมอ..จ่ายไม่อั้น 

 

เพื่อน: ไม่มีเสมอ... มึงออกไปก่อนละกัน เดี๋ยวกูให้(แร้วแม่งก็ชิ่ง) 

 

 

 

มาสาย 

 

แฟน: ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ 

 

เพื่อน: ทำไรอยู่วะ มาโคตรช้าเลย สาด ...เลี้ยงข้าวกูเลย (จริงๆเพิ่งจะมาก่อนได้ 5 นาทีเหมือนกัน) 

 

 

 

ช่วยทำธุระ 

 

แฟน: ว่างเสมอ - อ๋อ ว่างครับ จะให้ไปถึงที่นั่นกี่โมงดี จะได้เตรียมตัวล่วงหน้า 

 

เพื่อน: ไม่เคยว่าง - ขนของย้ายห้องเหรอวะ ... เออ...ที่จริงก็ได้นะ แต่พอดี แม่กูให้ช่วยพาไปหาญาติๆ ฝ่ายแม่ว่ะ แล้วบ่ายๆ ต้องไปหาของฝ่ายพ่ออีก 

คงไม่ว่างแล้วละ 

 

 

 

 

กลับบ้านดึก 

 

แฟน: เดี๋ยวผมนั่งรถไปส่งดีกว่านะ กลับคนเดียวอันตราย 

 

เพื่อน: กลับยังไงวะมึง มีค่ารถป่าว 

 

แต่กูไม่มีให้ยืมนะเว้ย 

 

 

 

ป่วย 

 

แฟน: เป็นไรมากมั้ย? กินยายังคับ ห่มผ้าด้วยนะ 

 

เพื่อน: เป็นไรอีกวะ สำออยอะดิมึง… ออกมาให้ไวเลย แดกเหล้ากัน 

 

 

 

เวลาอยู่ด้วยกัน 

 

เพื่อน: เยี่ยว ขี้ ขากเสลด ซื้ดขี้มูก ตด - ห่านี่ อุบาทชิบหาย 

 

แฟน: แต่งตัว โบ๊ะหน้า เสริมจมูก ดันนม ดึงเกงใน เช็คขนจ้ากแร้ - ตามบายๆ 

 

 

 

สอนหนังสือ 

 

แฟน: ไม่เข้าใจตรงไหนบอกนะครับ จะอธิบายให้ใหม่ 

 

เพื่อน: กูสอนมึง 3 รอบแล้วนะ แดกหญ้าแทนข้าวไงวะ 

 

 

 

วาเลนไทน์ 

 

แฟน: ผมให้คุณได้ทุกอย่าง ยกเว้น ดาว เดือน และ ขนหน้าอก 

 

เพื่อน: ……………(วันนี้มันไม่มีตัวตน) 

 

 

 

โดนทิ้ง 

 

แฟน: เราไปกันไม่ได้ / อย่ามายุ่งกับเรา / ไปไหนก็ไป รำคาญ 

 

เพื่อน: ไม่เป็นไรเว้ย! ช่างแม่ง … มึงยังมีกูอยู่.......... 

 

 

 

 

 

 

 

 

เห็นมะว่ามันแทนกันไม่ได้จิงๆๆ....~ 

ที่มา : ฟ้าใส 

เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Copyright (c) 2008 ThaiReaderClub.com , All rights reserved xhtml 1.0 wcga A

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

อ่านนิดอ่านหน่อยไม่เป็นไรหรอกนะ...

...ฉันอุ่นใจ...

เพียงแค่ได้พกหนังสือเล่มที่ฉันอยากจะอ่านติดตัวไปไหนต่อไหน

...ฉันตื้นตัน...

เพียงแค่มีใครสักคนบอกกับฉันว่า"ถ้าเหนื่อยนักก็พักก่อน"

...ฉันดีใจ...

เพียงแค่ต้ยมะยมที่ข้างบ้านปลูกเอาไว้เริ่มจะสุกพอกินได้

...ฉันร่าเริง...

เพียงแค่วิทยุเครื่องเก่าเครื่องเดียวของบ้านยังสามารถใช้งานได้ต่อ

...ฉันยินดี...

เพียงแค่เห็นมดหลายตัวพยายามช่วยกันขนอาหารกลับไปที่รัง

...ฉันภูมิใจ...

เพียงแค่สามารถร้อยสร้อยข้อมือด้วยตัวเองได้

...ฉันสดชื่น...

เพียงแค่ได้มองรอยสักปลอมน่ารกๆที่อยู่ยนร่างกาย

...ฉันสนุก...

เพียงแค่ได้ลื่นไถลไปมากับพื้นลื่นๆ

...ฉันเข้าใจ...

เพียงแค่ยอมรับความจริง

 

*-*การเลือกที่จะมีความสุกด้วยเรื่องง่ายๆ

หรื่อเป็นทุกข์กับเรื่องง่ายๆ

ฉันคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ไม่ได้ยากเท่าใดนัก*-*

 

เพียงแค่ทลายกำแพงแห่งความทุกข์ด้วยตัวเราเองแล้วลงมือค้นหาสุขที่เรารอคอยเราอยู่ข้างนอกนั่น...เท่านั้นเอง

ที่มา : ผู้ยิ๋ง_ดินดิน 

เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Copyright (c) 2008 ThaiReaderClub.com , All rights reserved xhtml 1.0 wcga A

User Rating: 0 / 5

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

รู้ทัน ‘คนไร้ค่า’ (Dead Wood)

 

ดร.โสภณ พรโชคชัย (This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.)

 

ใน สังคมไทยทุกวันนี้ มีคนที่ดูดี เป็นผู้ดี มีธรรมะชูคออยู่มากหลาย คนเหล่านี้โดยมากจะพูดจารื่นหู ดูมีศาสนา แต่นั่นเป็นแค่เปลือกนอก ความจริงหลายคนเป็น ‘คนไร้ค่า’ เป็นยิ่งกว่า ‘ไม้แก่ดัดยาก’ คือมีสถานะคล้าย ‘แตงเถาตาย’ หรือฝรั่งเรียกว่า Dead Wood (ไม้ที่ถูกตัดจากตอแล้ว) ไม่อาจเติบโตได้อีก ได้แต่รอวันเน่าเปื่อยไปมากกว่า

บุคคลไร้ค่าเหล่านี้ไม่ได้มีส่วน ช่วยพัฒนาชาติ และอาจกีดขวางความเจริญ รวมทั้งยังอาจ ‘กลายพันธุ์’ ถึงขั้นทำลายชาติหากเพิ่มความเลวเข้าไปด้วย บทความนี้จึงมุ่งชี้ให้เห็นถึงวิธีสังเกตว่า ‘คนไร้ค่า’ และคนชั่วนั้นเป็นเยี่ยงไร เพื่อว่าเราจะได้รู้ทัน ไม่ตกเป็นเครื่องมือของคนเหล่านี้ และไม่กลายเป็นคนเหล่านี้เสียเอง

.

.

ลักษณะ 8 ของคนไร้ค่า

.

บุคคลผู้เป็น ‘คนไร้ค่า’ มักมีลักษณะสำคัญครบถ้วนทั้ง 8 ประการดังต่อไปนี้:

.

1. ชมชอบชอบเสพสุข (Hedonist) ในรูปแบบต่าง ๆ ในฐานะผู้ได้เปรียบในสังคม เช่น ไปเที่ยวโสเภณี (ราคาแพง) ชอบกีฬาแฟชั่นทั้งหลาย เป็นพวก ‘นิยมวัตถุ’ ซึ่งต่างจาก ‘วัตถุนิยม’ (materialism) ที่เป็นหลักปรัชญาที่ตรงข้ามกับ ‘จิตนิยม’ (idealism) จะสังเกตได้ว่าพวกนี้รักสุขภาพสุดชีวิต กะจะมีชีวิตอยู่อย่างยาวนาน แต่น่าเสียดายที่เป็นได้แค่ ‘แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน’ เพราะนอกจากเสพสุขแล้ว ก็แทบไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเพื่อคนอื่น

.

2. ไม่ใฝ่ใจศึกษา: พวกเขามักเป็นคนที่ขี้เกียจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บ้างก็ทำตัวเป็น ‘ชาล้นแก้ว’ บางคนอาจทำการศึกษาแต่ใช้วิธีการ ‘ยืมจมูกคนอื่นหายใจ’ ไม่ลงมือปฏิบัติเอง หรือเข้ารับการศึกษาโดยไม่ใช่เพื่อหาความรู้แต่เพื่อเข้าคลุกวงใน (networking) มากกว่า คนเหล่านี้มักเป็นพวก ‘แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน’ ไม่ทันความรู้ใหม่ ๆ ยกเว้นการจำคำพูดคนอื่นมาคุยโตไปวัน ๆ 

.

3. ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง: เมื่อไม่รู้จริง ก็มักเกลียด กลัวและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณต่อส่วนรวมแต่กระทบในทางลบต่อตนเอง กลัวตนเองจะหมดบทบาทในสังคมก้าวหน้า คนเหล่านี้มักเป็นผู้มีสถานะดีในสังคมหรือมีอาชีพน่ายกย่อง เช่น อาจารย์ แพทย์ หรือนักวิชาชีพชั้นสูงอื่น แต่ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลไม่ได้เหมารวมยกเข่งทั้งวงการ ‘คนไร้ค่า’ เหล่านี้แม้อยู่ในวงการศึกษาหรือวงวิทยาการชั้นสูง ก็ไม่ค่อยเปิดรับสิ่งใหม่ ถือตนว่ามีใบปริญญาบัตรแต่แท้จริงไม่ใช่ปัญญาชน เราจึงเห็นนักวิทยาศาสตร์ (ที่ทำงานแบบกลไกไปวัน ๆ ) ผู้กลับงมงายในไสยศาสตร์

.

4. ชอบทำดีเอาหน้า: ทั้งนี้เพื่อสร้างภาพหรือเพื่อลวงให้คนอื่นเข้าใจว่าตนเป็นคนดี จึงเป็นการทำดีแบบ ‘ลูบหน้าปะจมูก’ ‘ผักชีโรยหน้า’ หรือ ‘ไฟไหม้ฟาง’ คล้ายกับพวกคุณหญิงคุณนายที่เที่ยวแจกของเพื่อให้ตัวได้รับเกียรติยศ แต่สังคมก็แทบไม่เคยดีขึ้นเพราะความดีฉาบฉวยดังกล่าว หากสังเกตให้ดี คนเหล่านี้บางคนไปร่วมกิจกรรมทำดีโดยไม่ออกเงินตัวเองสักบาท หรือออกเงินแต่น้อย (แต่ออกข่าวใหญ่โต) หรือใช้สถานะของตนเองไป ‘ไถ’ เงินผู้อื่นมาทำดี อาจกล่าวได้ว่า ในความเป็นจริง คนเหล่านี้เป็นคนขี้เหนียว ไม่ใช่คนใจกว้างจริงแต่อย่างใด

.

5. มีความเป็นเจ้าขุนมูลนายสูง: ทั้งนี้คล้ายกับที่มักปรากฏในภาพยนตร์น้ำเน่าประเภท ‘ผู้ดีตีนแดง ตะแคงตีนเดิน’ หรือ ‘หนังจักร์ ๆ วงศ์ ๆ’ บุคคลที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนายเช่นนี้ มักทำไปเพื่อลบปมด้อยของการเป็นคนระดับล่างในอดีต หรือหวังยกระดับตนเองให้มีฐานะดูเหนือผู้อื่น หรือเป็นพวกจมไม่ลง คนเหล่านี้มีความชมชอบที่จะให้คนอื่นยกย่อง เอาใจ และมักเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง (self-centredness) ซึ่งแสดงว่าคนเหล่านี้ไม่คิดถึงใครอื่นอีกเลย

.

6. สยบยอมต่อผู้มีอำนาจ: ในขณะที่ตัวเองมีความเป็นเจ้าขุนมูลนายสูงมาก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มักเป็นคนสยบยอมกับผู้มีอำนาจเหนือกว่าโดยดุษฎี การนี้แสดงว่าคนเหล่านี้ยินดี ‘เลีย’ หรือทำงานด้วยลิ้น เพื่อหวังให้ตนเองได้ก้าวหน้าในธุรกิจหรือการงาน และหากจำเป็นจริง ๆ คนเหล่านี้ไม่ว่าเพศใด ก็อาจยินดีเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน คือนอกจาก ‘พายเรือให้โจรนั่ง’ แล้ว ยังยอมให้ ‘โจรพายเรือให้ตนนั่ง’ (ประสบความสำเร็จโดย ‘โจร’ สนับสนุน) เสียอีก ลองสังเกตในวงการรอบตัวเราให้ดีว่าเราพบตัวอย่างเช่นนี้อยู่บ้างหรือไม่

.

7. เฉยชากับความไม่เป็นธรรมโดยถือคติว่า ‘ธุระไม่ใช่’ หรือไพล่ไปโทษบาปกรรมแต่ชาติปางก่อน พวกเขาไม่ใช่คนประเภท ‘ตัวสั่นทุกครั้ง (ทนไม่ได้) ที่เห็นความอยุติธรรม’ แต่อย่างใด พวกเขายินดีวาง ‘อุเบกขา’ โดยถือคติ ‘วัวเขาจะหาม อย่าเอาคานเข้าไปสอด’ ‘พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง’ หรือ ‘เอาหูไปนา เอาตาไปไร่’ กับเรื่องอะไรก็ตามที่แม้จะเสื่อมเสียศีลธรรมหรือผิดกฎหมายก็ตาม ตราบเท่าที่ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ตัวเองเสียผลประโยชน์

.

8. ชอบห่อหุ้มด้วยศาสนา: ทั้งนี้เพื่อใช้ศาสนาเป็นอาภรณ์หรือเครื่องมือโฆษณาให้ตนดูดี และเพื่อบำบัดความอ่อนแอทางจิตซึ่งอาจเป็นผลจากการทำบาป (อยู่เนือง ๆ) คนเหล่านี้เปลือกนอกดูสงบงาม พล่ามจริยธรรม ชอบชวนคนเข้าวัด แต่แท้จริงสุดรุ่มร้อน ลักษณะเด่นของคนเหล่านี้ก็คือ ‘เสพติด’ การนั่งสมาธิ (แต่อย่าเข้าใจผิดว่าคนดีที่นั่งสมาธิเป็นคนเช่นนี้ไปด้วย) คือแทนที่นั่งแล้วจะเกิดความสงบ กลับยิ่งทำให้เห็นนิมิตต่าง ๆ และยิ่งเป็นการแบ่งชนชั้นมากขึ้นเพราะไปอ้างอิงถึงการสั่งสมบุญเก่าแต่ อดีตชาติเพื่อข่มคนอื่น คนเหล่านี้มักไม่เอาแก่นศาสนา แต่มักเพี้ยนไปเน้นกระพี้ เช่น เรื่องพิธีกรรม ชาดก ไสยศาสตร์ ชาติก่อน-ชาติหน้า หรือเครื่องรางของขลัง เป็นต้น

.

.รู้ทัน ‘คนไร้ค่า’

ใน แง่ของพลังสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้ ใจกล้าหาญ คิดก้าวหน้า ออกแรงปฏิบัติหรือออกเงินหนุนนั้น พวก ‘คนไร้ค่า’ ยังอาจมีสิ่งเหล่านี้น้อยกว่า ‘ยัยแจ๋ว’ ‘สาวฉันทนา’ ยามหน้าหมู่บ้าน หรือคนขับสามล้อ พวกเขามักกลัวการสูญเสีย เข้าทำนอง ‘ตะปูตำเท้าตัวเดียว ก็ลืมโลกไปทั้งโลก’ (มัวแต่ร้องโอดโอยสงสารตัวเอง) การดำรงอยู่ของ ‘คนไร้ค่า’ เหล่านี้จึงไม่ใช่ ‘อยู่อย่างยิ่งใหญ่ ตายอย่างมีเกียรติ’ แต่เป็นพวก ‘อยู่อย่างเหลวไหล ตายอย่างไร้ค่า’ เสียมากกว่า

.

ประวัติ ศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ‘คนไร้ค่า’ เหล่านี้ไม่ได้รักชาติจริง หรือรักชาติแต่ปากหรือรักตามแฟชั่นหรือตามคนอื่น ถ้าถึงคราวสิ้นชาติ เช่น ลาว เขมร และเวียดนามในยุคสงครามอินโดจีน พวกนี้แหละที่จะหนีไปก่อน เพราะพวกเขาเห็นว่าชีวิตของตนมีค่ามากกว่าจะเอามาทิ้งไว้ในแผ่นดินเกิด และคนที่จะยังอยู่สร้างชาติให้พวกนี้กลับมาตุภูมิ มาทำธุรกิจอีกครั้งหนึ่งก็คือสามัญชนคนธรรมดานั่นเอง

.

อย่างไรก็ตาม ‘คนไร้ค่า’ เหล่านี้ มีอาการที่ตรงกันอย่างหนึ่งก็คือ มักจะ ‘อับอายจนกลายเป็นโทสะ’ หรือ ‘โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ’ อยู่เสมอ หากมีใครสามารถ ‘จับได้ไล่ทัน’ หากสังเกตให้ดี พวกนี้ชมชอบที่จะใช้กลยุทธ์ ‘พวกมากลากไป’ มีพิธีกรรม มีศัพท์แสงหรือวาทกรรมเฉพาะที่ดูดี ใครไม่เข้าสังคมในกลุ่มเช่นตน มักจะถูก ‘โดดเดี่ยว’

..

กลายร่างเป็น ‘คนชั่ว’

.

เมื่อ พิจารณาถึงโอกาสและแนวโน้มแล้ว บุคคลข้างต้นอาจมีพัฒนาการขั้นสุดท้ายจนกลายเป็นคนชั่วที่สร้างความเสื่อม เสียต่อตนเองและคนอื่น หากเป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองก็อาจทรยศและสร้างความวิบัติต่อประชาชน ทั้งนี้ ‘คนไร้ค่า’ ข้างต้นจะต้องมีลักษณะอีกข้อหนึ่งคือ ‘ร่วมขบวนการโกงกิน’

.

โดยในกรณีบุคคลในภาคราชการ มีตัวอย่างเช่น พวกที่ ‘ซื้อตำแหน่ง’ คนเหล่านี้มักฝ่าฟันสู่ตำแหน่งด้วยความชั่วร้าย เช่น ‘ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน’ จึงมักไม่ละอายที่จะกอบโกยโดยไม่สมควร โกงประเทศชาติและประชาชน จะสังเกตได้ว่าในหน่วยราชการที่ไม่ค่อยมีผลประโยชน์ ลูกน้องไม่ต้องเอาใจนายมากนัก อย่างมากก็ถือคติ ‘รับใช้นายจนพอแรง’ แต่ทำไมในส่วนราชการบางแห่ง ลูกน้องจึงต้อง ‘เลีย’ นายแบบ ‘เลี้ยงดูปูเสื่อ’ สุดชีวิต หากไม่ใช่เพราะหวังจะได้ผลประโยชน์มหาศาลที่ยินดีแลกด้วยการลดศักดิ์ความ เป็นมนุษย์ของตนเองลง

.

ส่วนบุคคลในภาคเอกชนก็ได้แก่พวกที่อาศัยทำการ ค้าเอาเปรียบคนอื่น โดยได้รับสัมปทานด้วยการใช้เส้นสนกลในและการจ่ายใต้โต๊ะ บุคคลในภาพยนตร์เช่น ‘อาเหลียง’ นั้น ไม่ใช่รวยล้นฟ้าเพราะการอดออมเป็นสำคัญ แต่เพราะสามารถได้ใบอนุญาตทำธุรกิจกึ่งผูกขาด และอาศัยเส้นสายทางการเมืองชิงความได้เปรียบ เหยียบหัวคู่แข่งอื่นอย่างไม่เป็นธรรมต่างหาก

.

อาจกล่าวได้ว่าคหบดี ที่รวยปกตินั้น ต่างมาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองเป็นสำคัญ แต่บุคคลผู้ร่ำรวยผิดปกตินั้น ต้องตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าไปโกงเขามา ถ้าสืบประวัติดูแล้วบุคคลที่ร่ำรวยผิดปกตินั้นไม่ได้โกงมา ก็พึงตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่า พ่อเขาคงโกงมา หรือถ้าพ่อเขาไม่.โกงมา ก็คงเป็นปู่เขา (บุคคลรุ่น ‘อาเหลียง’ โกงมา) ‘เก่งบวกเฮง’ ไม่อาจส่งให้ใครรวยล้นฟ้าแต่อย่างใด

.

คนชั่วในภาครัฐและภาคเอกชนเหล่านี้แหละที่จะมารวมกันสร้างกลไกครอบงำประเทศ ทำให้ประเทศชาติเป็นที่ตักตวงผลประโยชน์ส่วนตัวในที่สุด

..

ส่งท้าย: ช่วยกันสังเกตหน่อย

.

คน ที่ยังมีความหวังที่จะเป็นทรัพยากรของชาติ หรือเป็นผู้นำพาการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) นอกจากจะต้องพยายามขัดเกลาตัวเองให้มีคุณสมบัติที่ดีต่อไปแล้ว ยังพึงระวัง ‘คนไร้ค่า’ และ ‘คนชั่ว’ ในคราบคนดีเหล่านี้ที่อาจเขามากีดขวางหรือทำลายความเจริญของประเทศชาติ สิ่งที่พึงทำได้ก็คือ

.

1. คนหนุ่มสาว ต้องพิจารณาคนวัยกลางคนที่มีความเสี่ยงเป็น ‘Dead Wood’ เช่นนี้

.

2. นักศึกษา ต้องจับตาดูอาการของอาจารย์บางคนที่อาจมีลักษณะเพี้ยนเช่นกัน

.

3. ‘ยัยแจ๋ว’ ‘ยัยเอี้ยง’ ‘ยัยเอื้อง’ ต้องพิจารณาคุณผู้ชาย คุณผู้หญิงของตนเองไว้ให้ดี

.

4. ลูกน้องก็พึงสังเกต ‘เจ้านาย’ ให้ดีว่าได้กลายร่างเป็นคนเช่นนี้หรือยัง

.

5. ‘สามล้อ’ หรือ ‘แท็กซี่’ ต้องคอยดูและช่วยกันจับตาดูบุคคลประเภทนี้ในสังคม เป็นต้น

.

.

ช่วย กันรู้ทันและช่วยกันเปิดโปง และช่วยกันระวังไม่ให้ตนเองถลำลึกไปเป็น ‘คนไร้ค่า’ เช่นนี้ อย่าลืมว่าเกิดมาต้องสร้างสรรค์ ต้องทำดีเพื่อชาติ ไม่ใช่เป็นสวะลอยน้ำไปวัน ๆ

ที่มา : admin 

เจ้าของบทความ : ดร.โสภณ พรโชคชัย (This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.)

Copyright (c) 2008 ThaiReaderClub.com , All rights reserved xhtml 1.0 wcga A

Search